.

.

.

.

อุตสาหกรรมการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา

ในอดีตไม้ยางพาราถือเป็นผลพลอยได้จากการผลิตยางของเกษตรกร ชาวสวนยางมักโค่นต้นยางและเผาทิ้งเมื่อต้นยางมีอายุมากและให้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่ากับต้นทุนการผลิต ประกอบกับโรงงานแปรรูปไม้ไม่นิยมรับซื้อไม้ยางพารา เพราะมีลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อน ความทนทานตามธรรมชาติค่อนข้างต่ำ หลังจากโค่นต้นยางแล้ว ต้องนำไปแปรรูปทันที เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหายจากแมลงและราที่สามารถเข้าทำลายเนื้อไม้ได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากไม้เนื้อแข็งที่มีคุณสมบัติดีกว่าและหาได้ง่าย เนื่องจากในขณะนั้นรัฐบาลได้ให้สัมปทานป่าไม้ จึงมีวัตถุดิบจากไม้ป่าจำนวนมาก เช่น ไม้สัก ประดู่ มะค่าโมง

ดังนั้นการใช้ประโยชน์จากไม้ยางพาราจึงมีน้อย หรือมีมูลค่าเพิ่มไม่มากนัก เช่น นำไปทำเชื้อเพลิง พาเลส ลังไม้ ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2532 รัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดปิดป่าเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ทำให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้ไม้ป่าเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ ต้องหันมาใช้วัตถุดิบชนิดอื่นทดแทน ประกอบกับมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีแปรรูปไม้ สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆของไม้ได้มากขึ้น ทั้งปีกไม้ กิ่งก้าน รากไม้ รวมทั้งกระแสการอนุรักษ์ป่าไม้ของโลกเพื่อลดภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดความร่วมมือทางการค้าในการกีดกันหรือลดการส่งออกไม้ป่า ไม้เศรษฐกิจที่สามารถปลูกทดแทนได้ เช่น ไม้ยางพารา จึงเข้ามามีบทบาทต่อการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการไม้ยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2553 มูลค่าการส่งออกไม้ยางพาราแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารามีทั้งสิ้น 36,552 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีมูลค่าส่งออก 29,084 ล้านบาท ถึงร้อยละ 25.68

ปริมาณไม้ยางพาราของไทยที่ออกสู่ตลาดนั้น มาจากพื้นที่ปลูกแทนยางประมาณปีละ 250,000 ไร่ การตัดโค่นไม้ยางพาราในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ไม้ยางพาราประมาณไร่ละ 38 ลูกบาศก์เมตร (สถาบันวิจัยยาง,2554) ดังนั้นคิดเป็นปริมาตรไม้ปีละ 9.5 ล้านลูกบาศก์เมตร จะเห็นว่าไทยมีวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างเพียงพอ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ 3 ส่วนด้วยกันได้แก่

1) อุตสาหกรรมต้นน้ำ ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา นายหน้าหรือผู้ประกอบการรับจ้างโค่นยางและขนส่งไม้ยางพารา

2) อุตสาหกรรมกลางน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจแปรรูปไม้ยางพารา เช่น โรงเลื่อยไม้ โรงอบไม้ โรงงานผลิตชิ้นไม้อัดและแผ่นใยไม้อัด
โรงเลื่อยไม้ เป็นโรงงานที่ทำหน้าที่ตั้งแต่การโค่นต้นยางเพื่อนำเอาไม้ซุงมาแปรรูปในโรงงาน โดยเลื่อยไม้ให้มีขนาดต่างๆกันตามที่ต้องการ จากนั้นนำเข้ากระบวนการอัดน้ำยาเคมีหรือจุ่มน้ำยาเคมีเพื่อกำจัดมอดหรือแมลง ไม้แปรรูปที่ผ่านกระบวนการทางเคมีแล้ว จะถูกนำไปอบแห้งในห้องอบเพื่อให้มีความชื้นในเนื้อไม้ร้อยละ 8-12 สาเหตุที่ไม่ให้ไม้แห้งสนิทเพื่อให้สัมพันธ์กับความชื้นในอากาศ จะไม่ทำให้เกิดการบิดตัวหรือคดงอ
โรงงานผลิตไม้อัดประสานหรือไม้ชิ้นส่วน โรงงานประเภทนี้จะซื้อไม้ที่ผ่านกระบวนการอบแห้งแล้วมาคัดขนาด ตัดและขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนขั้นต้น นำไม้ท่อนสั้นมาต่อให้เป็นไม้ท่อนยาว และนำไม้ท่อนมาอัดประสานให้เป็นไม้แผ่น นอกจากนี้โรงงานบางแห่งอาจผลิตเป็นชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปหรือผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปที่มีโครงสร้างง่ายๆ

3) อุตสาหกรรมปลายน้ำ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมเครื่องเรือนและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพารา เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากไม้ยางพารามากที่สุด และมีการแข่งขันกับต่างประเทศค่อนข้างมาก คู่แข่งขันที่สำคัญของไทย ได้แก่ จีน มาเลเซีย เวียดนาม ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า นอกจากนี้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ของไทยยังมีปัญหาอุปทาน (ผลผลิต) ไม้ยางไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐและงบประมาณในการให้เงินทุนสงเคราะห์ของสำนักกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ที่สำคัญขึ้นอยู่กับความต้องการของเกษตรกรในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือปีใดที่ราคายางสูง ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการผลิต เกษตรกรจะโค่นยางน้อยลงหรือยืดระยะโค่นยางออกไป ส่งผลให้จำนวนพื้นที่ปลูกแทนของสกย.ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ปีใดที่ราคายางตกต่ำ ความต้องการโค่นยางของเกษตรกรจะมีมาก อุปทานยางจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้บางครั้งผู้ผลิตไม้แปรรูปนิยมส่งออกไปต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าขายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ไม้มีความยุ่งยากในการบริหารจัดการวัตถุดิบและการวางแผนด้านการตลาด อย่างไรก็ตามคุณภาพของเฟอร์นิเจอร์ไม้ไทยได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วโลก และยังสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากไทยยังมีข้อได้เปรียบจากไม้ยางพาราในประเทศซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตที่สำคัญ แต่ต้องพัฒนาการออกแบบและสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าให้แตกต่างจากคู่แข่งขัน รวมทั้งแสวงหาโอกาสจากมาตรการการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น

ความต้องการเฟอร์นิเจอร์ไม้และวิธีการดูแลรักษาความสะอาด

6

เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สัก ไม้เต็ง ไม้มะค่า ไม้ประดู่หรือไม้ตะเคียนทองโดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้สำหรับ เฟอร์นิเจอร์ใหม่ใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง) และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอ แต่สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษให้เช็ดด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าขนหนูสะอาดแบบแห้งๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุม หรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่จะดีกว่า

ปัจจุบันมี ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ไม้ออกมาขายด้วย ทั้งแบบสเปรย์และแบบครีม ซึ่งใช้ง่าย มีกลิ่นหอม ทั้งยังบำรุงผิวไม้ไปพร้อมกับการทำความสะอาดแต่อย่าใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของแอมโมเนียหรือแอลกอฮอลล์กับไม้เด็ดขาดหรืออาจใช้น้ำยาขัดเงาแบบสำเร็จรูปฉีด แล้วทิ้งให้แห้งหากมีร้อยเปื้อนมากๆให้ทำการขัดออกด้วยกระดาษทราย ทาด้วยขี้ผึ้ง แล้วขัดออกด้วยผ้าแห้งโดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงจุดวางที่มีแดดแรงๆ เพราะจะทำลายสีของไม้ หลังจากทำความสะอาดแล้วให้ลงน้ำมันบำรุงผิวอีกทีคราบสกปรกจากน้ำ (หลังจากวางแก้วน้ำบนโต๊ะไม้นานๆ) ก็เป็นปัญหากวนใจ วิธีแก้ไขคือ เช็ดน้ำให้แห้งสนิท จากนั้นใช้ผ้าสะอาดแตะมายองเนสถูลงบนรอยนั้น รอยด่างเป็นดวงๆจะจางไป และถ้าเนื้อไม้มีรอยขีดข่วน ให้ลองใช้ยาขัดรองเท้าสีใกล้เคียงกับเฟอร์นิเจอร์ทาลงบนรอยนั้น

การดูแลรักษาเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้ออ่อน (เช่น ไม้ไผ่หรือหวาย)โดยทั่วไปควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ใช้แปรงหรือไม้กวาดขนไก่ปัดฝุ่นออกใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าขนหนูสะอาดนุ่มๆ ชุบน้ำผสมสบู่จางๆเช็ดให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก็เพียงพอ (อย่าใช้น้ำมาก เพราะจะทำให้ผิวเป็นรอยด่าง) และหลังจากการเช็ดแล้วต้องผึ่งแล้วทิ้งไว้แห้งโดยเร็วที่สุดเสมอควรฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันมอด แล้วนำมาตากแดดไม่ควรนำมือที่เปียกหรือวางวัสดุที่มีความชื้นบนพื้นผิวของเฟอร์นิเจอร์ เพราะจะทำให้เกิดรอยด่าง แต่ถ้ามีรอยเปื้อนมากๆ ให้ทำการเช็ดด้วยน้ำส้มสายชูกับน้ำอุ่นให้ทั่ว แล้วขัดด้วยขี้ผึ้ง

นวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากไม้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด


ในปัจจุบันได้มีการใช้ไม้ในอัตราที่สูงขึ้น แต่ก็พบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ไม้บิด ไม้แตก สีไม้ไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ ทำให้การใช้ประโยชน์จากไม้ไม่ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ได้มีการคิดค้นในนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากไม้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น

1.  การพัฒนาเตาอบไม้แบบประหยัด
เนื่องจากปัญหาของการใช้ประโยชน์จากไม้คือ เรื่องของความชื้นซึ่งความชื้นในเนื้อไม้ถ้ามีมากเกินไป เมื่อนำไปใช้งานก็จะเกิดการหดตัวแต่ถ้าความชื้นของเนื้อไม้มีน้อยเกินไป   เมื่อนำไปใช้งานก็จะเกิดการขยายตัวซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของการใช้ประโยชน์จากไม้
ดังนั้นในการนำไม้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นั้นจะต้องผ่านการอบไม้ให้มีความชื้นเท่ากับความชื้นสมดุลที่จะนำไปใช้งาน ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาการยืดและหดตัวของเนื้อไม้

แต่ในความเป็นจริง ณ ปัจจุบันนี้ในการอบไม้นั้นจะมีเฉพาะในโรงงานอุตสาหกรรมไม้ขนาดใหญ่ เนื่องจากเตาอบไม้นั้นมีการลงทุนสูงต้องใช้ Boiler เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนทำให้ต้องลงทุนประมาณ 1-3  ล้านบาท และค่าก่อสร้างห้องอบไม้ขนาดประมาณ 700  ลบ.ฟุต ห้องละ 300,000 บาท เนื่องจากมีอุปกรณ์ในการควบคุมยุ่งยาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องมีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 4  ล้านบาท นอกจากนี้อัตราการใช้เชื้อเพลิงก็สูงทำให้อุตสาหกรรมไม้ขนาดกลาง – เล็ก ไม่สามารถที่จะลงทุนได้

การทำให้ไม้แห้งนั้นมีปัจจัยที่สำคัญอยู่  3  ปัจจัยคือ
– ความร้อน
– ความเร็วลม
– ความชื้นสัมพัทธ์
ทำให้ทีมงานจึงมีแนวความคิดที่จะทำเตาอบไม้แบบประหยัด เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมไม้ขนาดกลาง – เล็ก โดยพิจารณาถึงแหล่งกำเนิดความร้อนและการลดอัตราการใช้เชื้อเพลิงให้น้อยลง

2.  การป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้ / การคงสีธรรมชาติของไม้ยางพาราโดยสาร PEG
ในปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ของประเทศไทย ได้นำไม้ยางพารามาใช้มากกว่า 80% แต่ได้พบปัญหาในการใช้คือ สีของไม้ยางพาราจากสีขาวเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน ทำให้เกิดปัญหาในการทำสีต้องมีการฟอกสี ทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนในการทำงานและน้ำยาฟอกสีก็มีผลอันตรายต่อพนักงาน นอกจากนี้ยังไม่ได้สีธรรมชาติของไม้และที่สำคัญยังเป็นการป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้อีกด้วย แนวความคิดในการที่จะคงสีของไม้ยางพาราให้เป็นสีขาวธรรมชาติ โดยไม้ต้องใช้น้ำยาฟอกสี เพื่อให้สะดวกในการทำงานและการป้องกันการยืดหดตัวของเนื้อไม้

3.  การใช้ประโยชน์จากวัสดุทางการเกษตร
ทรัพยากรป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งของประเทศ ที่มีผลต่อสภาวะสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นหากมีการสูญเสียในทรัพยากรป่าไม้มากเท่าไร ก็ย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็นได้ว่าจากสภาวะวิกฤตจากภัยธรรมชาติในปัจจุบัน ซึ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญก็สืบเนื่องมาจากการลดลงอย่างรวดเร็วของพื้นที่ป่าไม้  ปัจจัยที่ทำให้พื้นที่ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็วนั้น นอกจากจะเกิดจากการบุกรุกเข้าครอบครองพื้นที่ป่าไม้เพื่ออยู่อาศัยทำกินแล้ว ยังเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าที่เกินกำลังการผลิตของป่า เพื่อนำไม้ธรรมชาติออกมาใช้ประโยชน์ให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของประชากร และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ภาวการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ควรรีบเร่งแก้ไข และหาแนวทางปกป้องสภาพป่าไม้ให้สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ และอนุรักษ์สภาพป่าไม้ที่เหลืออยู่เพียง 86 ล้านไร่ หรือประมาณ 26% ของพื้นที่ประเทศให้คงอยู่ต่อไปได้

การใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่มีมากในประเทศไทย ดังนั้นการนำวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร จะเป็นวิธีการที่สามารถปกป้องป่าไม้ไว้ได้ เพราะนับวันปริมาณการบริโภคไม้สูงขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคไม้ของประเทศไทยมีมากกว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  ซึ่งเป็นไม้ที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ ถึง 75%  ของการบริโภคไม้ในประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าสามารถนำวัสดุเศษเหลือจากอุตสาหกรรมที่สกัดสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบทดแทนไม้จากธรรมชาติได้แล้ว ก็จะมีผลดีต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ ลดมูลค่าการนำเข้าไม้จากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าของวัสดุเศษเหลือทางการเกษตร และที่สำคัญยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพืชทางเกษตรได้ครบวงจร